วิภาวดี : นายพิสิฐ ชูประสิทธิ์ นายกสมาคมนักบริหารอาคารชุดและหมู่บ้านจัดสรรแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงตัวเลขการรับจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรของสำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน ว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 มีจำนวนโครงการจัดสรรที่ดินซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรจากทั้งคำประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 (ปว.286) และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มีจำนวนไม่ถึง 1,000 โครงการ โดยมีโครงการที่ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินมีมากกว่า 700 โครงการ เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2551 ประมาณ 300 กว่าโครงการ สรุปแล้วมีโครงการที่จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรพียง 7% เท่านั้น จากโครงการจัดสรรที่ดินทั่วประเทศที่มีสิทธิกว่า 10,000 โครงการ
ส่วนสาเหตุใดที่ทำให้โครงการจัดสรรมีการขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจำนวนน้อยหรือไม่ประสบความสำเร็จตามเจตนารมณ์ของกฎหมายการจัดสรรที่ดินแบ่งเป็น 2 กรณีหลักคือ 1.กรณีผู้ซื้อที่ดินตาม ปว.286 และ 2.กรณีผู้ซื้อที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน
กรณีผู้ซื้อที่ดินตาม ปว.286 สาเหตุเกิดจากผู้ซื้อเคยชินกับการอยู่อาศัยภายในหมู่บ้านโดยไม่ประสงค์ให้มีข้อบังคับและกฎหมายมาบังคับใช้กับตน ไม่ต้องการจ่ายค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะหรือ “ค่าส่วนกลาง” ให้กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บริการสาธารณะที่มีภายในโครงการทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไม่ได้ซ่อมแซมบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดี จึงต้องอาศัยงบประมาณดำเนินการค่อนข้างมาก นอกจากนี้ผู้ซื้อส่วนใหญ่ประสงค์จะยกสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะภายในโครงการให้หน่วยงานท้องถิ่นดูแลแทนการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เพราะเห็นว่ามีผลดีและเกิดประสิทธิภาพมากกว่า
กรณีผู้ซื้อที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน สาเหตุหลักๆเกิดจากผู้ขายหรือผู้จัดสรรมีการหมกเม็ดหรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย สาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะไม่มีมาตรฐานหรือก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบที่ทางราชการกำหนด อีกทั้งไม่ซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภคให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ นอกจากนี้ผู้ขายมักจะยื่นขออนุญาตแก้ไขแผนผังโครงการจัดสรรโดยไม่แจ้งให้ผู้ซื้อที่ดินทราบ ซึ่งอาจเกิดผลกระทบต่อผู้ซื้อในโครงการ